ยอดขายโตขึ้น แต่ค่าแพ็กของโตเร็วกว่ายอดขาย เกิดจากอะไร? 6 จุดที่เจ้าของร้านควรตรวจ
ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดี แต่มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่เริ่มพบปัญหาแปลก ๆ เมื่อจำนวนออเดอร์มากขึ้น นั่นคือ ยอดขายเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายในการแพ็กสินค้ากลับเพิ่มเร็วกว่า
จากเดิมที่ต้นทุนแพ็กต่อออเดอร์ดูเหมือนเป็นเงินเพียงเล็กน้อย เมื่อมีออเดอร์วันละหลักร้อย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียง 1–2 บาทต่อชิ้นก็สามารถกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลายพันหรือหลายหมื่นบาทต่อเดือนได้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “วัสดุแพ็กกิ้งแพงหรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งระบบ ตั้งแต่การเลือกขนาดวัสดุ วิธีที่พนักงานใช้ ไปจนถึงจำนวนสินค้าที่เสียหายระหว่างจัดส่ง
ลองตรวจสอบ 6 จุดต่อไปนี้ก่อนว่าต้นทุนกำลังรั่วไหลจากตรงไหน
1. ใช้บับเบิ้ลมากขึ้นต่อออเดอร์โดยไม่รู้ตัว
เมื่อร้านมีออเดอร์ไม่มาก เจ้าของอาจเป็นคนแพ็กสินค้าเองและรู้ว่าควรใช้บับเบิ้ลประมาณเท่าไร
แต่เมื่อยอดขายเพิ่มและเริ่มมีพนักงานหลายคนช่วยกันแพ็ก หากไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน พนักงานแต่ละคนอาจใช้วัสดุไม่เท่ากัน
สินค้าแบบเดียวกัน คนหนึ่งอาจใช้บับเบิ้ล 50 ซม. แต่อีกคนใช้ 80 ซม. หรือพันหลายรอบเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะไม่แตก
ส่วนต่างเพียงเล็กน้อยนี้ เมื่อคูณด้วยออเดอร์หลายพันชิ้นต่อเดือน จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วิธีตรวจ: ทดลองสุ่มออเดอร์สินค้า SKU เดียวกันจากพนักงานหลายคน แล้วเปรียบเทียบปริมาณบับเบิ้ลและวัสดุที่ใช้
หากแตกต่างกันมาก ควรกำหนด Packing Standard สำหรับสินค้าหลักของร้าน
2. เลือกความกว้างของม้วนบับเบิ้ลไม่เหมาะกับสินค้า
บางร้านใช้บับเบิ้ลเพียงขนาดเดียวกับสินค้าทุกประเภท เพราะสะดวกต่อการจัดสต๊อก
แต่หากสินค้ามีหลายขนาด การใช้ม้วนที่กว้างเกินความจำเป็นอาจทำให้ต้องพับ ตัด หรือทิ้งส่วนเกินอยู่ตลอด
ตัวอย่างเช่น หากสินค้าชิ้นเล็กจำนวนมากสามารถใช้บับเบิ้ลหน้ากว้างที่เล็กกว่าได้ แต่ร้านกลับใช้ม้วนหน้ากว้างขนาดใหญ่ทั้งหมด ปริมาณวัสดุที่ใช้ต่อออเดอร์ก็อาจสูงโดยไม่จำเป็น
ดังนั้นอย่าดูเพียงว่า บับเบิ้ลหนึ่งม้วนราคาเท่าไร แต่ควรดูด้วยว่าขนาดที่ใช้อยู่เหมาะกับสินค้าส่วนใหญ่หรือไม่
3. เศษบับเบิ้ล เทป และวัสดุเหลือทิ้งเพิ่มขึ้น
ลองสังเกตถังขยะบริเวณโต๊ะแพ็กสินค้าในช่วงท้ายวัน
หากมีเศษบับเบิ้ลชิ้นใหญ่ เทปที่ดึงออกมาแล้วใช้ไม่ได้ หรือวัสดุแพ็กกิ้งที่ตัดผิดจำนวนมาก นั่นคือต้นทุนที่บริษัทจ่ายไปแล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้กับออเดอร์ใดเลย
เมื่อยอดขายเพิ่ม ความสูญเสียเล็ก ๆ เหล่านี้จะเพิ่มตามปริมาณงานด้วย
ร้านที่มีออเดอร์จำนวนมากจึงควรดู Waste Rate หรืออัตราของเสียจากการแพ็ก ควบคู่กับยอดขาย ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาซื้อวัสดุ
4. พนักงานใช้เวลาแพ็กต่อออเดอร์นานเกินไป
ต้นทุนแพ็กกิ้งไม่ได้มีแค่บับเบิ้ล ซอง หรือเทปเท่านั้น
เวลาของพนักงานก็คือต้นทุน
หากพนักงานต้องเดินไปหยิบบับเบิ้ล หากรรไกร หยิบเทป หรือย้ายสินค้าไปมาหลายครั้งต่อหนึ่งออเดอร์ เมื่อจำนวนออเดอร์เพิ่มขึ้น ร้านอาจต้องเพิ่มพนักงานเร็วกว่าที่ควร
ลองจับเวลาตั้งแต่พนักงานเริ่มหยิบสินค้า จนกระทั่งพัสดุพร้อมส่ง
จากนั้นสังเกตว่าเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ “การแพ็กจริง” หรือเสียไปกับการเดิน หาของ ตัดวัสดุ และจัดพื้นที่
นี่คือเหตุผลที่การจัด Packing Station หรือโต๊ะแพ็กสินค้า ที่ดีสามารถช่วยลดต้นทุนได้ แม้ร้านจะไม่ได้เปลี่ยนวัสดุแพ็กกิ้งเลยก็ตาม
5. ซื้อวัสดุราคาถูก แต่ใช้ต่อออเดอร์มากขึ้น
ราคาต่อม้วนหรือราคาต่อแพ็กที่ถูกกว่า ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนต่อออเดอร์จะถูกกว่าเสมอ
ตัวอย่างเช่น หากเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ต้องพันหลายชั้นขึ้นเพื่อให้ได้ระดับการป้องกันสินค้าเท่าเดิม ปริมาณที่ใช้ต่อออเดอร์อาจเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ควรเปรียบเทียบจึงไม่ใช่เพียง
“ม้วนนี้ราคาเท่าไร?”
แต่ควรถามว่า
“วัสดุหนึ่งม้วนแพ็กสินค้าได้กี่ออเดอร์?”
ตัวเลขนี้สะท้อนต้นทุนการใช้งานจริงของร้านได้ดีกว่าการเปรียบเทียบราคาซื้อต่อม้วนเพียงอย่างเดียว
6. ต้นทุนจากสินค้าเสียหายและการส่งใหม่ไม่ได้ถูกนับรวม
นี่เป็นต้นทุนที่ร้านค้าออนไลน์มักมองข้าม
เมื่อสินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง ร้านอาจต้องรับผิดชอบหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
- สินค้าชิ้นใหม่
- วัสดุแพ็กกิ้งรอบใหม่
- ค่าจัดส่งซ้ำ
- ค่าแรงในการแพ็กซ้ำ
- เวลาที่ใช้คุยและแก้ปัญหากับลูกค้า
ดังนั้นการลดปริมาณวัสดุแพ็กกิ้งมากเกินไปเพื่อประหยัดเงินไม่กี่บาท อาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมลดลง หากอัตราสินค้าเสียหายเพิ่มขึ้น
เป้าหมายที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ “ใช้วัสดุให้น้อยที่สุด” แต่คือ “ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการป้องกันสินค้า”
วิธีรู้ว่าค่าแพ็กของร้านกำลังสูงเกินไปหรือไม่
เจ้าของร้านสามารถเริ่มจากตัวเลขง่าย ๆ คือ
ต้นทุนแพ็กกิ้งต่อออเดอร์ = ค่าใช้จ่ายวัสดุแพ็กกิ้งทั้งหมด ÷ จำนวนออเดอร์ที่จัดส่ง
ตัวอย่างเช่น
เดือนก่อน
ค่าแพ็กกิ้ง 30,000 บาท ÷ 5,000 ออเดอร์
= 6 บาท/ออเดอร์
เดือนนี้
ค่าแพ็กกิ้ง 48,000 บาท ÷ 6,000 ออเดอร์
= 8 บาท/ออเดอร์
แม้ยอดออเดอร์เพิ่มขึ้น 20% แต่ต้นทุนแพ็กต่อออเดอร์เพิ่มจาก 6 บาทเป็น 8 บาท หรือประมาณ 33%
กรณีแบบนี้ควรตรวจทันทีว่าต้นทุนเพิ่มจากวัสดุ ราคา ปริมาณที่ใช้ ของเสีย หรือขั้นตอนการทำงาน
สรุป
เมื่อยอดขายเพิ่ม ต้นทุนแพ็กกิ้งย่อมเพิ่มตามเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ต้นทุนแพ็กต่อออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การกำหนดมาตรฐานการแพ็ก เลือกขนาดวัสดุให้เหมาะกับสินค้า ลดของเสีย จัดโต๊ะแพ็กให้ทำงานง่าย และติดตามต้นทุนต่อออเดอร์ จะช่วยให้ธุรกิจรองรับจำนวนออเดอร์ที่มากขึ้นโดยไม่ปล่อยให้ต้นทุนโตเร็วกว่ายอดขาย
PackBros เป็นผู้ผลิตบับเบิ้ลและวัสดุแพ็กกิ้งในประเทศไทย สำหรับร้านค้าออนไลน์ ผู้ค้าส่ง โรงงาน และองค์กรที่ต้องการวัสดุแพ็กกิ้งสำหรับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับสินค้าและระบบแพ็กของแต่ละธุรกิจ ช่วยให้ควบคุมทั้งต้นทุนและประสิทธิภาพการทำงานได้ดียิ่งขึ้น
FAQ คำถามที่พบบ่อย
ค่าแพ็กกิ้งควรคิดเป็นต้นทุนต่อออเดอร์หรือไม่?
ควร เพราะจำนวนออเดอร์ในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน การดูเฉพาะยอดซื้อวัสดุรวมอาจทำให้เข้าใจผิดได้ การคำนวณต้นทุนต่อออเดอร์ทำให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างเดือนได้ง่ายกว่า
ร้านมีสินค้าหลายขนาด ควรใช้บับเบิ้ลขนาดเดียวหรือหลายขนาด?
ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้าและปริมาณการใช้งาน หากสินค้าบางกลุ่มมีขนาดแตกต่างกันมาก การมีบับเบิ้ลมากกว่าหนึ่งหน้ากว้างอาจช่วยลดการตัดทิ้งและทำให้พนักงานแพ็กได้สะดวกขึ้น
ใช้บับเบิ้ลให้น้อยลงช่วยลดต้นทุนได้หรือไม่?
ช่วยได้เฉพาะกรณีที่ยังป้องกันสินค้าได้เพียงพอ หากลดมากจนสินค้าเสียหาย ต้นทุนจากการเคลม ส่งใหม่ และค่าแรงเพิ่มเติมอาจสูงกว่าเงินที่ประหยัดจากบับเบิ้ล
ควรตรวจต้นทุนแพ็กกิ้งบ่อยแค่ไหน?
ธุรกิจที่มีออเดอร์จำนวนมากควรติดตามอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรเปรียบเทียบทั้งต้นทุนรวม ต้นทุนต่อออเดอร์ และจำนวนออเดอร์ เพื่อดูแนวโน้มได้ชัดเจน
จะเริ่มลดต้นทุนแพ็กกิ้งจากจุดไหนก่อน?
เริ่มจากการสุ่มดูออเดอร์จริงที่โต๊ะแพ็ก ตรวจปริมาณวัสดุที่ใช้ต่อ SKU ดูเศษวัสดุที่เหลือทิ้ง และจับเวลาแพ็กต่อออเดอร์ วิธีนี้มักทำให้เห็นจุดที่ต้นทุนรั่วได้เร็วกว่าการดูราคาซื้อวัสดุเพียงอย่างเดียว

