ซองบับเบิ้ลใสสั่งตัด เลือกขนาดอย่างไร? ก่อนสั่งผลิตต้องวัดอะไรบ้าง
เวลาธุรกิจต้องการสั่งผลิต ซองบับเบิ้ลใสตามขนาด หนึ่งในคำถามแรกที่มักเจอคือ
“สินค้าขนาด 15 × 20 ซม. ควรสั่งซองขนาด 15 × 20 ซม. เลยหรือไม่?”
คำตอบคือ ไม่ควรดูเฉพาะความกว้างและความยาวของสินค้า
เพราะสินค้าจริงมีความหนา และตอนนำสินค้าใส่ลงในซอง ตัวซองต้องมีพื้นที่สำหรับโอบรอบสินค้า รวมถึงพื้นที่สำหรับสอดสินค้าเข้าไปและปิดปากซอง
หากสั่งซองพอดีกับขนาดสินค้าเกินไป อาจเกิดปัญหา ใส่ยาก ซองตึง หรือใช้งานจริงไม่ได้
ดังนั้น ก่อนสั่งตัดซองบับเบิ้ลตามขนาด ควรเริ่มจากการวัดสินค้าให้ถูกต้องก่อน
ซองบับเบิ้ลใสสั่งตัดคืออะไร?
ซองบับเบิ้ลใสเป็นซองกันกระแทกที่ผลิตจากวัสดุบับเบิ้ลใส สามารถมองเห็นสินค้าภายในได้ และช่วยลดขั้นตอนจากการนำบับเบิ้ลแบบม้วนมาตัดและพันสินค้าทีละชิ้น
สำหรับงานที่ใช้สินค้าขนาดเดิมซ้ำ ๆ สามารถ สั่งผลิตหรือตัดซองตามขนาดที่ต้องการ เพื่อให้เหมาะกับสินค้าแต่ละประเภทได้
จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีการแพ็กสินค้าจำนวนมาก เช่น โรงงาน คลังสินค้า E-commerce หรือบริษัทที่ต้องการกำหนดมาตรฐานการแพ็กสินค้าให้เหมือนกันทุกครั้ง
หากธุรกิจยังใช้บับเบิ้ลแบบม้วน สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องการกำหนดมาตรฐานตาม SKU ได้ที่
สินค้าแต่ละ SKU ควรใช้บับเบิ้ลกี่เซนติเมตร? วิธีทำ Packaging Standard ลดต้นทุนและแพ็กให้เหมือนกันทุกคน
ก่อนสั่งตัดซองบับเบิ้ลใส ต้องวัดอะไรบ้าง?
อย่าเพิ่งวัดเพียง กว้าง × ยาว
สำหรับสินค้าที่มีความหนา ควรวัดอย่างน้อย 3 มิติ ได้แก่
ความกว้าง (W) × ความยาว (L) × ความหนา (D)
ตัวอย่างเช่น สินค้าชิ้นหนึ่งมีขนาด
กว้าง 15 ซม. × ยาว 20 ซม. × หนา 3 ซม.
หากสั่งซองขนาด 15 × 20 ซม. ตามหน้าสินค้าพอดี ซองอาจเล็กเกินไปเมื่อใช้งานจริง เพราะวัสดุบางส่วนต้องใช้เพื่อรองรับ ความหนาของสินค้า
ดังนั้น เวลาขอใบเสนอราคาซองสั่งตัด วิธีที่ดีคือแจ้ง ขนาดสินค้าจริงทั้ง 3 มิติ ให้ผู้ผลิตทราบด้วย
แทนที่จะแจ้งเพียง
“ต้องการซอง 15 × 20 ซม.”
สามารถแจ้งว่า
“สินค้าขนาดประมาณ 15 × 20 × 3 ซม. ต้องการซองบับเบิ้ลใสสำหรับบรรจุสินค้าชิ้นนี้”
ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ตรวจสอบขนาดซองที่เหมาะสมก่อนผลิตได้ง่ายขึ้น
ทำไมต้องเผื่อขนาดซอง?
ลองนึกถึงการนำสินค้าทรงกล่องใส่เข้าไปในซอง
แม้ด้านหน้าของสินค้าจะกว้างเพียง 15 ซม. แต่เมื่อสินค้ามีความหนา ตัวซองต้องโอบผ่านด้านข้างของสินค้าด้วย
ยิ่งสินค้าหนา พื้นที่ที่ต้องเผื่อก็ยิ่งมากขึ้น
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง พื้นที่สำหรับสอดสินค้าเข้าไปในซอง เพราะหากออกแบบขนาดพอดีเกินไป พนักงานอาจต้องออกแรงดันสินค้าทุกชิ้น ทำให้แพ็กช้าลง และอาจทำให้ซองหรือสินค้าเสียหายได้
ดังนั้นคำว่า “พอดี” สำหรับซองแพ็กสินค้า ไม่ได้หมายถึงแน่นที่สุด
แต่ควรหมายถึง ใส่สินค้าได้สะดวกและมีขนาดเหมาะกับการใช้งานจริง
อย่าเผื่อใหญ่เกินไปเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง การสั่งซองใหญ่กว่าสินค้ามากเกินความจำเป็นก็อาจเพิ่มการใช้วัสดุ
สมมติสินค้าสามารถใช้ซองขนาดหนึ่งได้ แต่ธุรกิจเลือกใช้ซองใหญ่ขึ้นอีกหลายเซนติเมตรเพื่อให้แพ็กง่าย
เมื่อใช้เพียงไม่กี่ซองอาจดูไม่ต่างมาก
แต่ถ้าใช้เดือนละ
10,000 ซอง
50,000 ซอง
หรือ 100,000 ซอง
วัสดุส่วนเกินในแต่ละซองจะถูกสะสมเป็นต้นทุนจำนวนมาก
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ธุรกิจซึ่งมี SKU และยอดใช้งานค่อนข้างแน่นอนอาจพิจารณา ซองบับเบิ้ลสั่งตัดตามขนาด แทนการใช้ซองมาตรฐานขนาดใหญ่กับสินค้าทุกประเภท
แนวคิดเดียวกันนี้ใช้กับบับเบิ้ลม้วนเช่นกัน เพราะการเลือกหน้ากว้างให้เหมาะกับสินค้าอาจช่วยลดเศษวัสดุได้ อ่านเพิ่มเติมที่
เลือกบับเบิ้ลหน้ากว้างเท่าไหร่ดี? ลดเศษ ลดต้นทุนแพ็ก
ซองบับเบิ้ลใสมีฝากาว กับไม่มีฝากาว ต่างกันอย่างไร?
อีกเรื่องที่ควรกำหนดก่อนสั่งผลิตคือ ต้องการฝากาวหรือไม่
แบบไม่มีฝากาว
เหมาะกับงานที่ต้องการซองกันกระแทกสำหรับห่อหรือแยกสินค้า และมีวิธีปิดผนึกในขั้นตอนอื่นอยู่แล้ว
ข้อดีคือโครงสร้างเรียบง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการแพ็กที่แตกต่างกันได้
แบบมีฝากาว
บริเวณปากซองมีส่วนสำหรับปิดซอง ช่วยลดขั้นตอนการนำเทปหรือวัสดุอื่นมาปิดเพิ่มเติม
สำหรับธุรกิจที่แพ็กสินค้าจำนวนมาก การลดขั้นตอนเล็ก ๆ ต่อหนึ่งชิ้นอาจมีผลต่อเวลารวมของไลน์แพ็กสินค้า
แต่การเลือกแบบไหนควรดูจาก วิธีแพ็กจริงของธุรกิจ มากกว่าตัดสินจากตัวซองเพียงอย่างเดียว
ซองสั่งตัดช่วยลดเวลาแพ็กได้อย่างไร?
สมมติปัจจุบันพนักงานต้องทำขั้นตอนดังนี้
หยิบบับเบิ้ลม้วน → วัด → ตัด → วางสินค้า → พับ → พัน → ติดเทป
หากสินค้าเป็นขนาดเดิมและแพ็กซ้ำหลายร้อยหรือหลายพันชิ้น ขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำตลอดทั้งวัน
ในขณะที่ซองที่ผลิตมาให้เหมาะกับสินค้า สามารถเปลี่ยนกระบวนการบางงานเป็น
หยิบซอง → ใส่สินค้า → ปิดซอง
ดังนั้นเวลาคำนวณว่าซองบับเบิ้ลสั่งผลิต “แพงหรือถูก” ไม่ควรดูเพียง ราคาซองต่อใบ
ควรดูด้วยว่า สามารถลด
เวลาตัดบับเบิ้ล
เวลาพันสินค้า
การใช้เทป
เศษบับเบิ้ล
และเวลาทำงานต่อชิ้น
ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะต้นทุนแพ็กสินค้าจริงไม่ได้มีเพียงราคาวัสดุ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมองต้นทุนแพ็กต่อออเดอร์ได้ที่
ยอดขายโตขึ้น แต่ค่าแพ็กของโตเร็วกว่ายอดขาย เกิดจากอะไร? 6 จุดที่เจ้าของร้านควรตรวจ
ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับซองบับเบิ้ลใสสั่งตัด?
ซองสั่งตัดจะเริ่มน่าสนใจมากขึ้นเมื่อธุรกิจมี สินค้าเดิมที่ต้องแพ็กซ้ำจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น อะไหล่และชิ้นส่วน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ขนาดเล็ก สินค้าโรงงาน หรือสินค้าที่ต้องการแยกชิ้นก่อนบรรจุลงกล่องใหญ่
โดยเฉพาะธุรกิจที่ปัจจุบันต้องให้พนักงาน ตัดบับเบิ้ลจากม้วนให้เป็นขนาดเดิมซ้ำ ๆ
กรณีแบบนี้ควรลองคำนวณเปรียบเทียบระหว่าง
ต้นทุนบับเบิ้ล + เทป + ค่าแรง + เวลาแพ็ก
กับ
ต้นทุนซองบับเบิ้ลสำเร็จต่อชิ้น
ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาวัสดุอย่างเดียว
ก่อนขอราคาซองบับเบิ้ลใสสั่งผลิต ควรเตรียมข้อมูลอะไร?
หากต้องการให้โรงงานประเมินราคาได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น ควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้
ขนาดสินค้า: กว้าง × ยาว × หนา
ขนาดซองที่ต้องการ: หากมีสเปกอยู่แล้ว
จำนวนที่ต้องการ: เช่น 10,000 / 50,000 / 100,000 ซอง
ฝากาว: ต้องการหรือไม่ต้องการ
ลักษณะสินค้า: ใช้บรรจุอะไร
สถานที่จัดส่ง: เพื่อประเมินค่าขนส่ง
หากยังไม่แน่ใจเรื่องขนาดซอง การแจ้ง ขนาดสินค้าจริงและลักษณะการใช้งาน จะมีประโยชน์กว่าการเดาขนาดซองเอง
ทำไมการเลือกขนาดซองให้ถูกตั้งแต่แรกจึงสำคัญ?
สำหรับการซื้อซองสำเร็จรูปจำนวนน้อย หากเลือกขนาดผิดอาจเปลี่ยนไปใช้ขนาดอื่นได้ไม่ยาก
แต่สำหรับ ซองสั่งผลิตตามขนาดจำนวนมาก การเลือกผิดเพียงไม่กี่เซนติเมตรสามารถกลายเป็นปัญหากับสินค้าทั้งล็อตได้
ก่อนผลิตจำนวนมากจึงควรตรวจสอบให้ชัดว่า
สินค้าใส่ได้จริงหรือไม่
แน่นเกินไปหรือไม่
หลวมเกินความจำเป็นหรือไม่
ปากซองเหลือพื้นที่เพียงพอหรือไม่
และขั้นตอนแพ็กสะดวกหรือไม่
โดยเฉพาะสินค้าใหม่หรือขนาดที่ยังไม่เคยผลิต การทดสอบขนาดก่อนผลิตล็อตใหญ่จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
PackBros ซองบับเบิ้ลใสสั่งตัดตามขนาด
PackBros เตรียมให้บริการ ซองบับเบิ้ลใสสั่งตัดและสั่งผลิตตามขนาด สำหรับลูกค้าธุรกิจ โรงงาน ร้านค้า และงานที่ต้องใช้ซองกันกระแทกจำนวนมาก
สามารถกำหนดขนาดให้เหมาะกับลักษณะสินค้า และเลือกได้ทั้ง
ซองบับเบิ้ลใสแบบไม่มีฝากาว
และ
ซองบับเบิ้ลใสแบบมีฝากาว
แนวคิดของการสั่งตัดไม่ได้มีเพียงการทำซองให้ “พอดีสินค้า”
แต่คือการหาขนาดที่เหมาะสมระหว่าง
การป้องกันสินค้า + ความเร็วในการแพ็ก + ปริมาณวัสดุ + ต้นทุนต่อชิ้น
เพราะสำหรับธุรกิจที่แพ็กสินค้าหลายหมื่นชิ้นต่อเดือน การลดวัสดุหรือเวลาแพ็กเพียงเล็กน้อยต่อหนึ่งชิ้น สามารถสร้างความแตกต่างได้เมื่อรวมทั้งล็อต
ก่อนสั่งซอง อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ซองใบละเท่าไร?”
ลองเริ่มจาก
“สินค้าของเราใช้ซองขนาดไหนจึงเหมาะที่สุด?”
เมื่อได้ขนาดที่เหมาะสมแล้ว จึงค่อยนำ ราคา คุณภาพ และต้นทุนการแพ็กจริง มาเปรียบเทียบ

